Archive for the ‘Uncategorized’ Category

วิธีการโหลดคลิปจาก Youtube

วิธีที่ 1 ใช้โปรแกรม Internet Download Menager ในการช่วยโหลด

1.ต้องมีโปรแกรม Internet Download Menager ในเครื่องก่อนครับถ้ายังไม่มี
ดาวน์โหลดตามลิงค์นี่เลยครับ
http://www.mediafire.com/?c4zmjmnqzk2

2.หลังจากที่ลงโปรแกรม Internet Download Menager เรียบร้อยแล้ว
เข้าไปที่เว็บ Youtube เข้าหน้าวีดีโอที่ต้องการโหลด

3.สังเกตว่าจะมีกล่องดาวน์โหลดของโปรแกรม Internet Download Menager
เด้งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

4.คลิกโลด

5.คลิกที่ เริ่มต้นดาวน์โหลด

ที่มา http://forum.mthai.com/view_topic.php?table_id=1&cate_id=34&post_id=42858

Advertisements
Canon EOS 7D ภาพจากเว็บ canonCanon EOS 7D ภาพจากเว็บ canon

วงการตากล้องก็ Mass กันไปเรียบร้อยแล้วจากเทคโนโลยีที่ทำให้ทุกคนเป็นตากล้องกันได้หมดอย่าง ง่ายๆ และทุกคนก็มีโอกาสเป็นเจ้าของรูปสวยๆกันได้หมด ( ลองให้คนถ่ายรูปไม่เก่งถ่ายรูปสักพันรูป แน่นอนว่าต้องมีรูปที่สวยพอจะอวดตากล้องมืออาชีพได้ซักรูปครับ )

และตอนนี้ก็ถึงคิวของวงการภาพยนตร์แล้ว เมื่อ SD Card เร็วและมีความจุมากพอ เมื่อเทคโนโลยีการส่งข้อมูลและการประมวลผลมีความรวดเร็วเพียงพอ สมรรถภาพของกล้องวีดีโอและเลนส์วีดีโอราคาหลายล้านเมื่อสมัยห้าปีก่อนตอนนี้ กล้อง SLR นั้นกลับเพียงพอที่จะทำได้ใกล้เคียงซะแล้ว ดังนั้นอีกไม่กี่ปีหนังสั้นสวยๆนั้นจะ Flood แน่นอนและบริษัทที่ทำงานสเกล Presentation อาจจะได้รับผลกระทบบ้าง

Canon EOS 7D กับคุณภาพวีดีโอที่น่าทึ่ง

ลองดูวีดีโอจาก EOS 7D ที่ ถ่ายในปักกิ่งโดยคุณ Dan Chung ซึ่งเป็นคนทำหนัง ทุกอันแสงน้อยและใช้แสงธรรมชาติ เค้าใช้ ISO 1600-6400 ในการถ่ายครั้งนี้ทั้งหมด ใช้เวลาถ่ายแค่ 2 ชั่วโมง จะสังเกตส่วนที่สามารถทำเบลอข้างหลังได้ราวกล้องวีดีโอราคาเหยียบล้านก็ เพราะว่าเค้าใช้เลนส์ 50mm f1.2L, 35mm f1.4L และ 70-200mm f4L IS นั่นเองครับ และมีอุปกรณ์เสริมให้ถ่ายง่ายขึ้นอีกนิดนึง ผมว่าฝีมือในการจับเงานัยตาของตากล้องนี่ก็เก่งไม่แพ้ตัวกล้อง EOS 7D เลย ถ้าอยากได้อารมณ์ฟิลม์เดี๋ยวนี้ก็มีเอฟเฟ็คฟิลม์ให้ใช้กันแล้วครับ

เราอาจจะคุ้นเคยกับรูปร่างของกล้องวีดีโอว่ามันมีรูปร่างลึก ไม่ใช่แบนเหมือนกล้องถ่ายรูป นั่นเป็นเพราะว่ารูปร่างของม้วนวีดีโอสมัยก่อนนั่นเองครับทำให้ต้องดีไซน์ กล้องวีดีโอเป็นแบบนั้น แต่ในยุคต่อๆไปผมคิดว่ามันต้องปรับเปลี่ยนมาทำความคุ้นเคยกับกล้อง SLR ที่มีเลนส์ให้เลือกหลากหลายกว่ากันแน่ๆ

สำหรับผู้ที่อยากติดตามการถ่ายวีดีโอด้วยกล้อง DSLR นั้นแนะนำให้ติดตามเว็บ www.dslrnewsshooter.com ซึ่งคุณ Dan Chung เป็นหนึ่งในสมาชิก มีตัวอย่าง VDO HD ให้ดูหลายตัว และมีตัวอย่าง VDO จากกล้อง Full Frame อย่าง EOS 5D MkII ด้วยครับ สมาชิกบางคนอย่าง Matt Jasper มีการดัดแปลง EOS 7D ให้สามารถใช้แทนกล้องวีดีโอได้แบบ amazing มากๆอีกด้วย ดังตัวอย่างด้านล่าง

ด้านซ้ายเป็นกล้อง Canon EOS 7D โมดีฟายด์เต็มพิกัดและด้านขวาเป็นกล้องวีดีโอระดับกึ่งโปรทั่วไป ผู้ดัดแปลงก็คือคนถือกล้องในภาพนั่นเอง Matt Jasper, ตากล้อง the UK’s Channel 4 newsด้าน ซ้ายเป็นกล้อง Canon EOS 7D โมดีฟายด์เต็มพิกัดและด้านขวาเป็นกล้องวีดีโอระดับกึ่งโปรทั่วไป ผู้ดัดแปลงก็คือคนถือกล้องในภาพนั่นเอง Matt Jasper, ตากล้อง the UK’s Channel 4 news

เกี่ยวกับ Canon EOS 7D และสเป็ค

EOS 7 นั้นได้รับการตั้งฉายาจากทาง Canon ว่า เป็น Class ใหม่ของกล้องจากคุณภาพของภาพนิ่งและวีดีโอ โดยมีความละเอียดของ CMOS 18Mpx แต่ sensor นั้นไม่ใช่แบบ full-frame เหมือน EOS 5 (ข้อด้อยเพียงข้อเดียว) ซึ่งบางท่านอาจจะชอบเพราะทำให้เลนส์ราคาไม่แพงอย่าง 50mm f1.8 หรือ 85mm f1.8 มีระยะเทเลและชัดตื้นที่น่าสนใจและใช้กับเลนส์ EF-S ได้ นอกจากนี้ยังประมวลผลโดยใช้ชิป Digic 4 ถึงสองตัว ส่วนของ ISO นั้นสามารถเพิ่มได้ถึง 12,800 มีความสามารถในการลด Noise และ เกรน ในภาพได้อย่างดีเยี่ยม ( canon เคลมว่าที่ ISO 6400 noise levels เท่ากับ ISO 1600 ของชิป DIGIC III ! ) ถ่ายภาพนิ่งที่ความเร็ว 8fps มีจุดโฟกัสแบบพิเศษ 19 จุดพร้อมปรับปรุงระบบติดตามโฟกัสอัตโนมัติ AI Servo AF , มีการปรับปรุงช่องมองภาพให้มองเห็นได้เต็ม 100% ,ระบบวัดแสงใหม่ iFCL Metering พร้อมด้วย 63-zone dual-layer metering วัดทั้งแสงและวัดทั้งสีด้วยแบบ Nikon แล้ว

จอ LCD ของ EOS 7D เป็นรุ่นใหม่ Clear View II มีขนาด 3 นิ้ว 920,000 จุด (VGA resolution) และมีมุมในการมองภาพถึง 160° จอออกแบบให้ระหว่างกระจกและ LCD มีวัสดุพิเศษช่วยกำจัดแสงสะท้อนต่างๆได้ดี นอกจากนี้ก็ยังมีระบบปรับความสว่างอัตโนมัติแบบ EOS 5D MkII เช่นกัน

Canon EOS 7D Movie,VDO

เราสามารถที่จะถ่ายภาพยนตร์ Full HD โดยใช้กล้อง EOS 7D ได้แบบแมนนวล โดยสามารถปรับค่าแสงได้ตลอดเวลา ( Manual Exposure) และยังปรับ ISO ได้อีกด้วย ! นอกจากนั้นยังสามารถเลือก framerate ได้ถึง 3 แบบนั่นคือ 30p (29.97 fps), 24p (23.976 fps) และ 25p และยังถ่ายแบบ high speed ความเร็วสูง 60 (59.94) and 50 ได้ที่ความละเอียด 720p. ซึ่งการถ่ายแบบนี้นิยมใช้กันมากใน MV เพลงไทยครับเพราะเวลา Playback กลับมาที่ framerate ปกติจะดูสโลว์เท่ๆ

สำหรับการใช้งานจริง ข้อด้อยของ EOS 500D คือเฟรมเรทที่ไม่เหมือนชาวบ้านในโหมด HD และแม้แต่ EOS 5D MkII ถ้าถ่ายในโหมด HD ที่เฟรมเรท 30 fps ปรากฎว่าเวลา convert เป็น PAL เพื่อใช้ในบ้านเราจะมีปัญหากระตุกเช่นกัน ( ลองอ่านเกี่ยวกับ NTSC PAL และ framerate ) แต่พอมาเป็น EOS 7D ทุกอย่าง”นิ้ง” เพราะเลือก framerate ได้อย่างอิสระ

ระบบโฟกัสของวีดีโอก็สามารถสั่งการให้กล้องสามารถหา Focus อัตโนมัติได้ด้วยการกดชัตเตอร์ครึ่งหนึ่ง (เป็นครั้งแรก)หรือจะเปิด AF-ON ไว้เลยเหมือนกล้องรุ่นก่อนๆก็ย่อมได้ และกล้องได้ออกแบบปุ่มเข้าถึงระบบวีดีโอได้ง่ายขึ้นและสามารถที่จะตัด Trim ภาพยนต์บนกล้องได้เลยครับ

Canon ออกกล้องใหม่อยู่เรื่อยๆ นี่เป็นกลยุทธทางการตลาดที่ดีมากครับ และยังมีข่าวลือออกมาเรื่อยๆเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ IT ดังๆทั่วไป แต่อย่างไรก็ตามสำหรับวงการภาพยนตร์ก็ต้องศึกษากันไว้ให้ดีครับ

 

ที่มา http://www.ipattt.com/2009/canon-eos-7d/

หลายคนเริ่มมองหา ราคา ของ Canon EOS 7D และถามหาที่ซื้อกล้องระดับ 18 MP ตัวไหม่ล่าสุดจากทางแคนอน มีหลายคนถามผมว่าจะซื้อ Canon 7D ดีไหม เป้นตัว Upgrade จาก EOS 5D Mark II หรือเปล่า วันนี้จะมา Review EOS 7D ให้ฟังหลังจากที่ได้มีโอกาสไปสัมผัส 7D ตัวจริงมา

 

มาอ่าน Review กล้อง Canon EOS 7D ระเอียดยิบ

ราคา EOS 7D

ราคาของ Canon EOS 7D ถูกวางไว้ต่ำกว่า EOS 5D Mark II ไม่ต้องตกใจว่าทำไม ตัวเลข 7D ถึงถูกกว่า 5D mark II เหตผลหลักๆคือ 7D ไม่ได้มาแทนที่ 5D Mark II แต่มาอยู่ขั้นระหว่าง 50D กับ 5D Mark II และเนื่องจากมันไม่ใช่ Full Frame ดังนั้นราคาจึงถูกตั้งไว้ต่ำกว่า Mark II โดยออกมาแรกๆจะอยู่ที่หกหมื่น xxx แต่ของหมดเร็วมากๆขอบอก

ข้อมูลกล้อง Canon EOS 7D – รายละเอียด Specification ที่เด่นๆ

ความรู้สึกแรกเลยคือ ตัว Body สวยงามให้ความรู้สึกหนักแน่น แข็งแรง ทาง Staff บอกว่ากันน้ำได้ระดับนึง (แต่ไม่ใช่เอาไปแช่น้ำ) อาจจะหมายถึงโดนฝนนิดหน่อยพอไำด้ เมื่อทดลองกด Shutter ดูพบว่าการโฟกัส ทำได้แม่นยำและรวดเร็วไม่ผิดหวัง ด้วยเซนเซอร์แบบ 19 จุด (เยอะมากพอๆกะ 1Ds เลย) เหตผลหลักที่ทำให้ 7D ทำงานอย่างรวดเร็วอยู่ตรงที่การใช้ Chip ประมวลผลภาพแบบ Dual Digic 4 นั่นเอง

ระบบ Focus 19 จุดของ EOS 7D

สิ่งที่ถือว่าออกมากลบความด้อยในเรื่องช่องมองภาพที่มักเกิดกะกล้อง ASP-C ส่วนใหญ่คือ EOS 7D เป้นกล้องเพียงตัวเดียวในตระกูล ASP-C ที่ใช้ปริซึม 5 ด้านขนาดใหญ่ทำให้ช่างภาพมองเห็นภาพ 100%

ขนาด Censor ระดับ 18MP ของ Canon EOS 7D

EOS 7D เปรียบเทียบกับ EOS 5D Mark II

EOS 7D ถูกวางให้อยู่ในระดับ Semi-Pro ซึ่งอยู่ใน class เดียวกับ 5D mark II ซึ่งออกแบบมารองรับความต้องการของภาพที่มีความละเอียดสูง

เปรียบเทียบระหว่าง Canon EOS 7D กับ 5D Mark II

สิ่งที่ต่่างกันระหว่าง EOS 7D กับ EOS 5D mark II พอสรุปคร่าวๆได้ดังนี้

1. EOS 7D ไม่ใช่ตัวต่อของ EOS 5D mark II

2. EOS 7D ไม่ใช่ Full Frame ซึ่งยังเป็นกล้อง ASP-C ที่เป้นตัวคูณ 1.6 อยู่ ในขณะที่ EOS 5D Mark II เป็นกล้องที่เป็น Full Frame

3. EOS 7D มีระบบ 19 Cross Type AF Point ขณะที่ EOS 5D Mark II เป็นระบบ Focus AF Point ที่มีเพียง 9 จุดเท่านั้น ตรงนี้เองที่ทำให้ 7D มีความสามารถที่เข้าไกล้ 1Ds ซึ่งเป็นตัว Top ของ Canon ที่สุด

4. EOS 7D มีราคาถูกกว่า EOS 5D Mark II

ถ่าย Full HD VDO กับ กล้อง EOS 7D

เดี๋ยวนี้ดูเหมือนกล้อง SLR ที่ถ่าย VDO ไม่ได้ดูจะเป็นเรื่องที่เชยไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้การบันทึกภาพแบบ Full HD โดยใช้ 7D นี้เป็นเรื่องที่โดดเด่นคือ คุณภาพและความคมชัดที่สูงกว่ากล้องถ่ายวีดีโอทั่วไปเพราะขนาดเซนเซอร์รับภาพ ที่ใหญ่กว่าสิบเท่า ให้ความคมชัดแม้ในสภาพแสงน้อย และประวิทธิภาพในการ Blur ฉากหลัง และมีเลนส์ให้เลือกใช้หลากหลายกว่า

สำหรับ Frame Rate ของ EOS 7D นี้มีให้เลือกตั้งแต่ 24 FPS, 30 FPS, และ 60FPS

EOS 7D ถ่าย Full HD VDO ได้ มาดูการทำงาน

จะซื้อ Canon EOS 7D ดีไหม

เพื่อนๆหลายคนทั้งจากเมืองนอกและเมืองไทยเกือบทุกคนที่ได้มีโอกาส Review กล้องตัวนี้ บอกมาเป็นเสียงเดียวว่า เยี่ยม ด้วยราคาที่ไม่โหดร้ายเกินไปสำหรับใครหลายๆคน ทำให้ 7D ยังอยู่ใน budget นอกจากนี้ ด้วยความที่มันยังต้อง คูณ 1.6 ทำให้มันสร้างความได้เปรียบหากนำไปใช้สำหรับช่วง Zoom ยาวๆ เหมาะกะผู้ที่ชอบถ่ายภาพ Portrait หรือ View ไกลๆ หรือเน้นถ่าย Subject เฉพาะจุดไำด้อย่างดี

EOS 7D นี้ยังสามารถนำไปใช้กับเลนส์ได้ทุกรุ่นโดยเฉพาะ EF-S ซึ่งเป็นเลนส์ที่จะใช้ได้กับกล้องตัวคูณเท่านั้น (หากนำไปใช้กับ Full Frame จะทำให้ถ่ายติดขอบดำ)

แต่อย่างไรก็ตาม หากท่านอยากได้กล้องที่เก็บ range ของภาพได้เยอะๆ ท่านต้องพิจารณากล้องที่เป็น Full Frame วึ่งจะทำให้การรับภาพไม่ต้องถูก Crop ส่วนของภาพออกไป เพมาะกับ Professional ที่ต้องการเก็บภาพได้กว้างๆ เหมาะกับการถ่ายแบบ Wide อย่างยิ่ง แต่ปัญหาของกล้อง Full Frame ก็คือ มันแพง และเลนส์ที่ใช้ ต้อง Support Full Frame เท่านั้น และเลนส์พวกนี้ส่วนใหญ่จะแพง

นอกจากนี้ ยังกล่าวได้ง่ายๆว่า ถ้าท่านไม่สนใจ Full Frame และต้องการความสามารถของกล้องในระดับตัว TOP สุดของ Canon ก็ซื้อ 7D ไปเลยเพราะระบบ 7D กับ 1Ds เรียกได้ว่าไม่หนีกันเท่าไหร่เลย แต่ถ้าท่านคิดที่จะซื้อกล้อง Full Frame ก็คงต้องมองรุ่นอื่น ซึ่งกล้องในระดับ Full Frame ที่ราคาถูกที่สุด คือ EOS ตระกูลที่เป็นเลขรหัส 5D

 

 

ที่มา http://www.wannapong.com/review-canon-eos-7d-asp/

10 หนังรัก โรแมนติก สุดจี๊ด! ต้อนรับ วันวาเลนไทน์

โดย…ชาร์ลี ไฟน์แมนในเมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ มาเยือนทั้งที คงต้องมาไล่เรียงกันหน่อยแล้วล่ะว่า เดือนแห่งความรัก แบบนี้ จะมีหนังโรแมนติกเรื่องไหนให้เราควงแขนคนรู้ใจไปดูด้วยกันบ้าง ที่เห็นๆ เลยก็มีอยู่สองเรื่องคือ My Valentine หนังไทยเรานี่แหละ ซึ่งเป็นผลงานของทีมผู้กำกับจาก Before Valentine ที่เคยสร้างความประทับใจให้ผู้ชมมาแล้ว ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ Valentine’s Day หนังรักหลากหลายเรื่องราวที่มีดาราดังๆ มาร่วมแสดงเพียบเช่น จูเลีย โรเบิร์ตส์, เจสซิก้า อัลบ้า, แอชตัน คุตเชอร์, เทย์เลอร์ เลาต์เนอร์ (หรือ เจค็อป หนุ่มซิกแพ็ก ขวัญใจสาวจาก New Moon) ก็มากับเค้าด้วยนะ หรือใครที่เป็นแฟนของ เรเน่ เซลล์เว็กเกอร์ (ที่หลายคนรู้จักเธอจากบท บริดเจส โจนส์ ) ก็ไปเอาใจช่วยเธอตามหารักแท้ได้ในหนังเรื่อง My One and Only

แต่ถ้านั่นยังไม่จุใจ เราลองย้อนกลับไปไล่ดูกันหน่อยดีมั้ยว่า มีหนังรักโรแมนติกเรื่องไหนบ้างที่น่าจะหยิบมายลกันอีกสักรอบสองรอบใน เดือนแห่งความรัก และนี่ คือ 10 หนังรักโรแมนติก สุดจี๊ด! ที่เราเอามาฝากกัน อาจจะตรงใจบ้าง ไม่ตรงใจบ้าง อันนี้ก็แล้วแต่รสนิยมส่วนของแต่ละคน ยังไงก็อย่าว่ากันนะครับพี่น้อง…

 

1. Notting Hill (1999)

ไม่ว่าจะเป็นคอหนังรักหรือเปล่า? เชื่อเหลือเกินว่าคุณจะต้องรู้จักหนังที่ว่ากันว่าเป็นหนังที่โรแมนติกที่ สุดเรื่องหนึ่งแห่งยุคเรื่องนี้ Notting Hill มีองค์ประกอบทุกอย่างที่หนังรักโรแมนติกดีๆ เรื่องหนึ่งควรจะมี ไล่ตั้งแต่ คู่พระนาง ที่ได้พระเอกหนังรักตัวพ่อ ฮิวจ์ แกรนท์ และนางเอกหนังโรแมนติกตัวแม่ จูเลีย โรเบิร์ตส์ มาประกบคู่กัน เนื้อเรื่องสุดจี๊ด ที่พูดถึงความรักของผู้ชายธรรมดาๆ เจ้าของร้านหนังสือเล็กๆ กับ นางเอกซูเปอร์สตาร์จากฮอลลีวู้ด โลเกชั่นในย่าน Notting Hill ที่มีเสน่ห์อย่างล้นเหลือจนแทบจะเป็นตัวละครสำคัญอีกตัวหนึ่งของเรื่อง ไปจนถึงเพลงประกอบเพราะๆ ซึ้งๆ ที่ช่วยเสริมให้ Notting Hill กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายๆ คนมาจนถึงทุกวันนี้

 

2. Love Actually (2003)

หนังที่เล่าเรื่องราวความรักของคนหลาย คู่หลากชีวิต ในช่วงใกล้วันคริสต์มาสซึ่งว่ากันว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและโรแมนติกที่ สุด ความดีของ Love Actually อยู่ตรงที่การเสนอให้เราเห็นว่า บางที ความรัก ก็ไม่ใช่เรื่องของ ความสุขสมหวัง อย่างเดียว เพราะบางครั้ง ความรัก ก็ทำให้เรา ต้องพบกับ ความผิดหวัง เจ็บปวด ทุกข์ใจ และต้องรู้จัการให้อภัย ด้วยบทหนังระดับเทพ ทำให้ Love Actually เล่าความรักในอารมณ์หลากหลายเหล่านั้นออกมาได้อย่างน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก

 

3. The Classic (2003)

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่จะต้องเป็นหนังรักสัญชาติเกาหลีในดวงใจของใครหลายคนอย่างแน่นอน กับเรื่องราวความรักอันแสนตราตรึงหัวใจ สุข เศร้า เคล้าน้ำตา ที่แม้แต่ลูกผู้ชายอกสามศอกก็อาจจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ถึงแม้จะมีคนแอบติงว่า The Classic มีความเป็นเมโลดราม่า และจงใจบีบเค้นอารมณ์คนดูมากเกินไป แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่มีความสุขกับการได้หัวเราะ ร้องไห้ และซาบซึ้ง ไปพร้อมกับหนังเรื่องนี้

 

4. Titanic (1997)

ถ้าไม่มี หนังชู้รักเรือล่ม เรื่องนี้รวมอยู่ด้วย คนเขียนคงถูกดักตีหัวแน่ๆ (ฮา…) สุดยอดหนังรักโรแมนติกเรื่องนี้สร้างปรากฎการณ์ไว้มากมาย ไล่ไปตั้งแต่ การคว้าออสการ์ไปถึง 11 รางวัล การที่หนังทำรายได้ทั่วโลกสูงสุดตลอดกาลด้วยตัวเลขกว่า 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ซึ่งครองสถิติอยู่นานถึง 12 ปี ก่อนที่จะถูกทำลายลงโดยหนังเรื่อง Avatar) ส่วนคุณความดี และความซาบซึ้ง กินใจ ของหนังเรื่องนี้ คงไม่ต้องบรรยายกันให้เสียเวลา เพราะตำนานรักระหว่าง แจ็ค กับ โรส ได้ขึ้นทำเนียบคลาสสิกไปแล้ว หรือใครจะเถียง!?!

 

5.กุมภาพันธ์ (2003)

ในเมื่อวันวาเลนไทน์อยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ ก็ต้องพูดถึงหนังเรื่องนี้ด้วยซิจริงมั้ย? หนังโรแมนติก/ดราม่า ฝีมือของ ยุทธเลิศ สิปปภาค ที่เล่าเรื่องของหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งรู้ว่าตัวเองมีชีวิตเหลืออยู่อีกเพียง สี่เดือน เธอจึงตัดสินใจเดินทางไปใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายที่นิวยอร์ค แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เธอประสบอุบัติเหตุตั้งแต่วันแรกที่ไปถึง และฟื้นขึ้นมาในสภาพที่จำอะไรไม่ได้ โชคยังดีที่มีบุรุษลึกลับคนหนึ่งคอยเฝ้าดูแลเธอไม่ห่าง แต่ความรักครั้งนี้จะมีประโยชน์อันใดเล่า ในเมื่อความสุขที่เพิ่งเริ่มต้นกำลังจะพบจุดจบในไม่ช้า!

6. The Notebook (2004)

อีกหนึ่งหนังรัก น้ำตาซึม ที่ได้ใจผู้ชมทั่วโลกมาแล้ว กับเรื่องราวความรักที่มีฐานะและชนชั้นอันแตกต่างเป็นอุปสรรค แต่ถึงแม้จะมีขวากหนามขวางกั้นขนาดไหน และต้องพลัดพรากจากกันไปนานเพียงใด หัวใจของทั้งคู่ก็ไม่เคยหยุดที่จะบอกว่ารักกัน นี่เป็นหนังรักหวานๆ ซึ้งๆ ตราตรึงหัวใจ ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเปิดดูกับคู่รักในวันวาเลนไทน์

7. Romeo + Juliet (1996)

คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักวรรณกรรมรักสุดคลาสสิคของวิลเลี่ยม เชคส์เปียร์ เรื่องนี้ กับหนังเวอร์ชั่นของผู้กำกับอลังการ งานสร้าง บาซ เลอห์มานน์ ที่ไอเดียบรรเจิดเปลี่ยนฉากจากอังกฤษยุคโบราณ มาสู่ยุคปัจจุบันในบรรยากาศสุดฉูดฉาดของเมือง เวโรน่า บีช ที่ความคลาสสิคถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นโศกนาฏกรรมรักที่มีทั้งความหรูเลิศและร่วมสมัย โดยได้นักแสดงหน้าใหม่มาแรงในตอนนั้นอย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ แคลร์ เดนส์ มารับบทโรมิโอ กับ จูเลียต

8. Serendipity (2001)

หนังรักว่าด้วยเรื่องของ“พรหมลิขิต” และตั้งคำถามว่า“บุพเพสันนิวาส” มีจริงหรือไม่? หนังเล่าเรื่องของ หนุ่มสาวคู่หนึ่ง (ซึ่งต่างคนต่างมีแฟนอยู่แล้ว) ที่ได้รู้จักกันโดยบังเอิญและถูกชะตากัน เมื่อถึงเวลาต้องร่ำลา ฝ่ายชายเสนอที่จะแลกเบอร์โทรศัพท์กัน แต่ฝ่ายหญิงกลับเสนอว่าควรให้โชคชะตาเป็นผู้กำหนดดีกว่า โดยเธอบอกว่าถ้าทั้งสองคนถูกกำหนดมาให้เป็นเนื้อคู่กัน โชคชะตาจะ นำพาให้ทั้งคู่กลับมาเจอกันในที่สุด นี่เป็นหนังโรแมนติก ที่มีเนื้อหาน่ารักๆ ชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ เพลงประกอบก็เพราะ แถมวิวทิวทัศน์ของเมืองแมนฮัตตันในเรื่องก็สวยงามจนไม่น่าเชื่อด้วย

9. Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004)

ผลงานของผู้กำกับไอเดียบรรเจิด มิเชล กอนดรี้ เล่าเรื่องของ โจเอล (รับบทโดย จิม แคร์รี่ย์) ชายหนุ่มที่ไปทราบว่า คลีเม็นไทน์ (รับบทโดย เคต วินสเล็ต) แฟนสาวของตัวเองไปเข้าโปรแกรมลบความทรงจำทุกอย่างเกี่ยวกับเขาจนหมดสิ้น ด้วยความโมโหปนน้อยใจ โจเอล เลยตัดสินไปลบทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเธอออกไปจากความทรงจำบ้าง แต่ระหว่างที่ความทรงจำ (ทั้งที่สวยงาม และน่าเจ็บปวด) ค่อยๆ ถูกลบไปนั้น โจเอล ก็ได้ตระหนักว่า ความรักระหว่าง เขา กับ คลีเม็นไทน์ มีคุณค่าเกินกว่าจะลบออกไปจากความทรงจำได้ ด้วยลีลาการเล่าเรื่องสุดเท่ บวกกับสไตล์ภาพอันหวือหวา ทำให้หลายเสียงลงความเห็นว่า นี่คือหนังรักโรแมนติกที่ “แนว” ที่สุดเท่าที่เคยมีมา!

10. Wall-E (2008)

ปิดท้ายด้วยหนังการ์ตูนสักเรื่องดีกว่า กับแอนิเมชั่นน่ารักๆ ว่าด้วย หุ่นยนต์เก็บขยะตกรุ่นตัวหนึ่ง ที่ดันไปตกหลุมรัก หุ่นยนต์สาวสุดไฮเทค และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเธอ นี่คือหนังอีกหนึ่งเรื่องที่แสดงให้เราเห็นว่า ความรัก เป็นสิ่งที่ไร้พรหมแดนขวางกั้นจริงๆ เพราะแม้แต่เครื่องจักรกล ที่ไม่มีเลือดเนื้อ ก็ยังรู้จักคำว่า ความรัก ดังนั้น เราๆ ท่านๆ ที่เป็นมนุษย์ มีชีวิต จิตใจ อย่ามัวรีรอ ที่จะมอบ ความรัก และสิ่งดีๆ ให้แก่กันนะครับ…

 

 

ที่มา http://www.majorcineplex.com/

10 หนังรักที่แฟนหนังไทย..ไม่ควรพลาด :
10 หนังรักที่แฟนหนังไทย..ไม่ควรพลาด :
10 หนังรักที่แฟนหนังไทย..ไม่ควรพลาด :
10 หนังรักที่แฟนหนังไทย..ไม่ควรพลาด :
10 หนังรักที่แฟนหนังไทย..ไม่ควรพลาด :
10 หนังรักที่แฟนหนังไทย..ไม่ควรพลาด :
10 หนังรักที่แฟนหนังไทย..ไม่ควรพลาด :
10 หนังรักที่แฟนหนังไทย..ไม่ควรพลาด :
10 หนังรักที่แฟนหนังไทย..ไม่ควรพลาด :
10 หนังรักที่แฟนหนังไทย..ไม่ควรพลาด :
10 หนังรักที่แฟนหนังไทย..ไม่ควรพลาด :
10 หนังรักที่แฟนหนังไทย..ไม่ควรพลาด :
10 หนังรักที่แฟนหนังไทย..ไม่ควรพลาด :
ที่มาของการ์ตูน

การ์ตูนที่เราๆท่านๆอ่านกันทุกวันนี้นั้น หากย้อนกลับไป ก็คงจะเริ่มต้นที่ยุโรป ประมาณคริสต์ศตวรรษที่13 ช่วงเรเนซองต์ ซึ่งการ์ตูนนั้นก็มีรากศัพท์มาจากภาษาอิตาเลี่ยน catone ซึ่งแปลว่า กระดาษผืนใหญ่ และ ในสมัยนั้นก็ยังเป็นงานศิลปะแบบเฟรสโก้
(เป็นงานภาพพวกสีน้ำมัน) โดยเฉพาะผลงานของ ลีโอนาร์โด้ ดาวินซี่ และ ราฟาเอลนั้นจะมีราคาสูงมาก

และจากนั้น การ์ตูนของแต่ละชาติและแต่ละพื้นที่ก็มีการพัฒนาแตกต่างกันไป จนเป็นสิ่งที่เราเห็นกัน ก็คือ มีการเดินเรื่องกันเป็นช่องสี่เหลี่ยม และมีการใส่คำพูดของ ตัวการ์ตูนในแต่ละช่องด้วย หรือเรียกกันว่า คอมิค

การ์ตูนฝรั่ง
โดย เริ่มต้น ที่ ยุโรป สมัยคริสศตวรรษที่18 โดยมีการค้นพบ ภาพร่างของการ์ตูนของWilliam Hogarth นักวาดการ์ตูนชาวอังกฤษ ในปี 1843 นิตยสารPunch ก็ได้ลงการ์ตูนล้อเลียนการเมืองของJohn Leech และถือว่า เป็นการ์ตูนเรื่องแรกที่ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสืออย่างเป็นทางการอีกด้วย
ซึ่ง ในช่วงนั้นเองการ์ตูนเสียดสีทางการเมืองเป็นที่นิยมมากในอังกฤษอีกด้วย และจากจุดเริ่มต้นนี้เอง ก็ทำให้ประเทศอื่นๆอย่าง เยอร์มัน จีน ก็เริ่มตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนลงในสื่อต่างๆด้วย

ในปี 1884 Ally Sloper’s Half Holiday ก็เป็นนิตยสารการ์ตูนเรื่องแรกที่ถูกตีพิมพ์อีกด้วย
ใน คริสต์ศตวรรษที่20 งานการ์ตูนก็เริ่มมีความแตกต่างจากนิยายภาพเรื่อยๆ ช่วงต้นศตวรรษที่20 ในสหรัฐฯ ก็มีการตีพิมพ์การ์ตูนลงในหนังสือพิมพ์ และรวมเล่มซึ่งจะเน้นแนวขำขันเป็นหลัก

ในปี1929 ติน ติน ผจญภัย การ์ตูนแนวผจญภัยก็ได้ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ของเบลเยี่ยม ซึ่งตีพิมพ์ลงสีขาวดำในขณะนั้น
ส่วนการ์ตูนภาพสีนั้น ก็เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกที่สหรัฐ และ The Funnies ก็จัดว่าเป็นการ์ตูนภาพสีเรื่องแรกอีกด้วย
ช่วงสงคราม โลกครั้งที่2นั้น คนทั่วโลกก็ปั่นป่วน สังคมก็เริ่มมีปัญหา ซึ่งทำให้มีผลต่องานการ์ตูนในยุคนั้นก็คือ จะเน้นแนวซุปเปอร์ฮีโร่ อย่างซุปเปอร์แมน เป็นต้น
และในปัจจุบันนั้น การ์ตูนฝรั่งก็เริ่มที่จะมีหลากหลายแนวมากขึ้น เนื้อเรื่องมีมิติมากขึ้น รวมไปถึงเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และมีการให้ทุนการศึกษาในการพัฒนาด้านการ์ตูนอีกด้วยในปี 1980

ติน ติน ผจญภัย
Ally Sloper’s Half Holiday ปี1884

การ์ตูนญี่ปุ่น
ส่วนพัฒนาการของการ์ตูนญี่ปุ่นนั้น ก็เริ่มมาจากหลังสงครามโลกครั้งที่2 มังงะ(manga) เริ่มพัฒนาให้ทันสมัยและเป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่ง มังงะนั้น ก็เป็นการนำ อุกิโยเอะ (ภาพเขียนแบบญี่ปุ่น ซึ่งจะเน้นความคิดและอารมณ์มากกว่าลายเส้นและรูปร่าง) กับการเขียนภาพแบบตะวันตกมารวมกัน ซึ่งคำว่ามังงะ นั้นก็แปลตรงๆว่า ความไม่แน่นอน ซึ่งเริ่มต้นจากหนังสือโฮคุไซ มังงะ ส่วนอีกเล่มหนึ่งก็คือ งิงะ ซึ่งเป็นภาพล้อเลียนจากศิลปิน12ท่าน ซึ่งดูแล้วจะใกล้เคียงกับมังงะมากที่สุด


ภาพอุกิโยเอะ
จุดเริ่มต้นของการ พัฒนานั้นก็มาจากการค้าขายระหว่างสหรัฐฯและญี่ปุ่น ญี่ปุ่นในขณะนั้นต้องการที่จะพัฒนาไปสู่สังคมใหม่ ก็เลยมีการจ้างศิลปินชาวตะวันตกให้เข้ามาสอนศิลปะ สไตล์ตะวันตกทั้งด้านลายเส้น สี หรือ รูปร่าง ซึ่งเป็นส่วนที่ภาพอุกิโยเอะไม่มีนั้นมารวมกัน เป็น มังงะหรือ การ์ตูนญี่ปุ่นในปัจจุบัน และการ์ตูนญี่ปุ่น ก็เป็นที่นิยมมากขึ้น หลังจากที่รัฐบาลสั่งยกเลิก การคว่ำบาตรสื่อต่างๆ ซึ่งมังงะในยุคแรกๆนั้น จะออกไปทางนิยายภาพมากกว่า หลังจากนั้น เท็ตซึกะ โอซามุ
ก็ เป็นผู้ที่พัฒนาการ์ตูนแบบญี่ปุ่นให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น และเป็นอย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้ จนได้รับการขนานนามว่า ปรมาจารย์แห่งการ์ตูนญี่ปุ่น และนักเขียนการ์ตูนยุคหลังๆก็ได้พัฒนาแนวคิดของ เนื้อเรื่องไป สร้างสรร จนได้การ์ตูนเรื่องสนุกที่หลายคนชื่นชอบกัน และความนิยมของการ์ตูนญี่ปุ่นก็แพร่กระจายความนิยมไปยัง เอเชีย ยุโรป รวมถึงอเมริกา และมีผลทำให้การ์ตูนเรื่องใหม่ๆทางฝั่งตะวันตกก็ได้รับอิทธิพลมาจากการ์ตูน ญี่ปุ่นด้วย(อย่างเช่น เรื่อง Witch เป็นต้น)

การ์ตูนไทย
ส่วนพัฒนาการของการ์ตูนไทยนั้น ก็เริ่มมาจากงานภาพวาดบนกำแพงตามวัดต่างๆ หลังจากที่ไทยเรา เริ่มพัฒนาประเทศให้เข้ากับวัฒนกรรมตะวันตกนั้นเอง การ์ตูนไทยก็เริ่มมีบทบาทที่เป็นรูปภาพประกอบเนื้อเรื่องในนิยาย หรือเรียกอีกอย่างก็คือ นิยายภาพ โดยเฉพาะการ์ตูนการเมือง
ในปีพ.ศ.2500 ถือเป็นยุคเฟื่องฟูของหนังสือการ์ตูนไทย มีการตีพิมพ์รวมเล่มจากหนังสือพิมพ์ และ วารสาร โดยมี เหม เวชกร และ จุก เบี้ยวสกุล เป็นนักเขียนที่ขึ้นชื่อในสมัยนั้น หลังจากนั้นก็มีการตีพิมพ์เป็นการ์ตูนเล่มละบาท ซึ่งเป็นแนวสยองขวัญ ตามด้วย การ์ตูนแก๊กเน้นตลก อย่าง ขายหัวเราะ มหาสนุก หนูจ๋า และ เบบี้ ที่ยังคงขายดีจนถึงปัจจุบัน
ส่วนการ์ตูนไทยตามแบบสไตล์การ์ตูนญี่ปุ่น นั้น ก็เพิ่งจะตื่นตัวไปไม่กี่สิบปี โดยจุดเริ่มต้น มาจากนิตยสารไทยคอมิค ของสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ และจากจุดนี้นี่เองก็ทำให้การ์ตูนไทยที่ทำท่าจะผีเข้าผีออกก็เริ่มเป็นที่ ยอมรับของคนอ่านมากขึ้น ในสไตล์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การ์ตูนแปลงจากวรรณคดี บุคคลสำคัญ ,Joe-theSeacret Agent ,มีด13,การ์ตูนเสนอมุมมองใหม่ๆอย่าง HeSheIt, นายหัวแตงโม รวมไปถึง การ์ตูนดัดแปลงจากพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกและคุณทองแดง

จุก เบี้ยวสกุล
He She It

ที่มาของการ์ตูนอนิเมชั่น
อนิเมชั่น ก็มีความหมายที่แปลได้โดยตรงคือ ความมีชีวิตชีวา มาจากรากศัพท์จากคำว่า anima ซึ่งแปลว่าจิตวิญญาณ หรือมีชีวิต แต่ต่อมา อนิเมชั่นก็มีความหมายตามที่เราๆท่านๆเข้าใจกันในปัจจุบันนี้ ก็คือ การสร้างภาพเคลื่อนไหวได้ หรือ ภาพการ์ตูนที่เคลื่อนไหวได้ ส่วนอนิเมชั่นในความหมายเชิงภาพยนตร์ก็คือ กระบวนการการฉายรูปเฟรมภาพออกมาทีละเฟรม หรือสร้างด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิค หรือ ทำด้วยการวาดมือ และทำซ้ำการเคลื่อนไหวทีละน้อยๆซึ่งจะแสดงทีละภาพในอัตราความเร็ว มากกว่าหรือเท่ากับ16ภาพ ต่อ 1 วินาที(ปัจจุบัน 24เฟรม ต่อ 1 วินาที –NTSC) ส่วน อนิเม ก็เป็นคำอีกคำหนึ่งที่ใช้กันบ่อยๆนั้น ก็เป็นคำที่ ญี่ปุ่น เรียกอนิเมชั่นกันแบบย่อๆ(ถ้าสังเกตกันจริง ญี่ปุ่นจะเป็นชาติที่เรียกคำย่อได้ไม่เหมือนใครเลย อย่าง PC ก็เรียก ปาโซคอม ซะงั้น) แต่ต่างกับอนิเมชั่นของฝรั่ง เพราะ อนิเมชั่นจะเน้นการเล่าเรื่องมากกว่าภาพเคลื่อนไหว ความเป็นมาของอนิเมชั่นในแต่ละพื้นที่ของโลกก็มีพัฒนาการที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งแต่ละท้องที่มีพัฒนาการดังนี้

อนิเมชั่นฝรั่ง
อนิเมชั่นแต่ละเรื่องในยุคแรกๆนั้นจะดัดแปลงจากภาพยนตร์เงียบ ที่ยุโรปในปี 1908 อนิเมชั่นก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในโลก นั่นก็คือเรื่อง Fantasmagorie ของ Emile Courtet ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส ส่วนภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องยาวเรื่องแรกของโลก นั่นก็คือ Satire du Pt Irigoyen ของอาร์เจนติน่า ในปี1917 และตามด้วย The Adventure of Prince Achmed

ในขณะเดียวกัน ที่สหรัฐฯ ก็มีการเริ่มต้นพัฒนาด้านอนิเมชั่นซึ่งหนังในช่วงแรกๆก็มี Koko the Clown และ Felix the Cat ในปี 1923 วอล์ท ดิสนี่ย์ ก็ถือกำเนิดขึ้นด้วย


Fantasia
หลังจากที่วอล์ท ดิสนี่ย์ได้กำเนิดขึ้น ก็ทำให้เกิดยุคทองหนังอนิเมชั่นของดิสนี่ย์ในช่วงระยะเวลาถึง20ปีเลยทีเดียว ในปี1928 มิกกี้ เมาส์ก็ถือกำเนิดขึ้น ตามด้วย พลูโต กู๊ฟฟี่ โดนัลด์ ดั๊ก เป็นต้น และในปี 1937 สโนว์ไวท์และคนแคระทั้ง7 ก็เป็นอนิเมชั่นเรื่องยาวเรื่องแรกของ ดิสนี่ย์ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และทยอยมีอนิเมชั่นเรื่องอื่นๆตามมา เช่น Pinocchio, Fantasia ,Dumbo, Bambi ,Alice in Wonderland, Peter Pan จากนั้นก็มีการตั้งสตูดิโอของ Warner Brother,MGM และ UPA
ในช่วงปี1960 หลังจากที่ภาพยนตร์อนิเมชั่นประสบความสำเร็จ ก็ก่อให้เกิดธุรกิจอนิเมชั่นบนจอโทรทัศน์ขึ้นมา ซึ่งมีทั้งการ์ตูนของดิสนี่ย์ และการ์ตูนพวกฮีโร่ทั้งหลายแหล่อย่าง ซุปเปอร์แมน แบทแมน ฯลฯ และในขณะเดียวกัน ก็มีการศึกษาการทำอนิเมชั่น3มิติอีกด้วย
เวลาก็ได้ล่วงมาถึง ช่วงปี 1980 ภาพยนต์ของดิสนี่ย์ก็ถึงคราวซบเซา แต่ทว่าในปี 1986 The Great Mouse Detective ก็เป็นอนิเมชั่นเรื่องแรกของโลก ที่นำเอา 3D อนิเมชั่นมาใช้ด้วย ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อนิเมชั่นของดิสนี่ย์กลับมา ได้รับความนิยมใหม่อีกครั้งหนึ่ง ทั้ง Beauty and the Beast,Aladin ,Lion King ในปี1995 ภาพยนตร์อนิเมชั่น3มิติเรื่องแรกของโลก อย่าง Toy Story ก็ถือกำเนิดขึ้น และ ทำให้มีการสร้างสรรงานอนิเมชั่น3มิติอีกหลายๆงานต่อมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึง มีการทำอนิเมชั่นเพื่อจับกลุ่มคนดูที่เป็นผู้ใหญ่ด้วย อย่างเช่น The Simpsons ,South Park และมีการยอมรับอนิเมชั่นจากประเทศอื่นๆมากขึ้นอีกด้วย

อนิเมชั่นญี่ปุ่น
ส่วนที่ญี่ปุ่นนั้น การพัฒนาอนิเมชั่นนั้น ก็มีประวัติศาสตร์มายาวนาน สันนิษฐานว่า น่าจะเริ่มต้นประมาณปี 1900 บนฟิลม์ขนาด35มม. เป็นอนิเมชั่นสั้นๆเกี่ยวกับทหารเรือหนุ่มกำลังแสดงความเคารพ และใช้ทั้งหมด 50 เฟรมเลย ส่วน เจ้าหญิงหิมะขาว ก็เป็นอนิเมชั่นเรื่องแรกของทางญี่ปุ่น ก็สร้างในปี 1917
จนมาถึงปี 1958 อนิเมชั่นเรื่อง นางพญางูขาว(Hakujaden) ก็เป็นอนิเมชั่นเรื่องแรกที่เข้าฉายในโรง และจากจุดนั้นเอง อนิเมชั่นญี่ปุ่นก็มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจาก


นางพญางูขาว(Hakujaden)
-ปี1962 Manga Calender เป็นอนิเมชั่นทางทีวีเรื่องแรกของญี่ปุ่น
-ปี1963 เจ้าหนูปรมาณู(Astro Boy) ก็เป็นอนิเมชั่นเรื่องแรกที่ดัดแปลงมาจากมังงะ(หนังสือการ์ตูน)โดยตรง แถมเป็นอนิเมชั่นสีเรื่องแรก และเป็นเรื่องแรกที่ออกไปฉายในอเมริกา
-ปี1966 แม่มดน้อยแซลลี่(Mahoutsukai Sally)ก็เป็นการ์ตูนอนิเมชั่นสำหรับเด็กผู้หญิงเรื่องแรกด้วย
-ปี1967 Ribon no Kishi ก็เป็นอนิเมชั่น เรื่องแรกที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนผู้หญิง (แถมต้นฉบับก็เป็นหนังสือการ์ตูนเด็กผู้หญิงเรื่องแรกของญี่ปุ่นด้วย)
-1001 Night ก็จัดว่าเป็นการ์ตูนเรื่องแรกที่เจาะกลุ่มคนดูเป็นผู้ใหญ่ ในปี 1969
-ปี1972 Mazinga ก็เป็นจุดกำเนิดของการ์ตูนแนวSuper Robot
-ปี1975 Uchuu Senkan Yamato ก็เปิดศักราชหนังการ์ตูนยุคอวกาศ จนมาถึง Mobile Suit Gundam ในปีเดียวกัน
-ปี1981 ถือกำเนิด ไอด้อลครั้งแรกในวงการการ์ตูน นั่นก็คือ ลามู จาก Urusei Yatsura
– อากิระ ในปี 1988 สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการอนิเมชั่นทั่วโลก
-จนในปี 1995 ญี่ปุ่นกับอเมริกาก็ร่วมมือกันสร้าง Ghost in the Shell ขึ้น และมีอิทธิพลต่อการสร้างหนัง The Matrix ด้วย
-ใน ปี1997 ฮายาโอะ มิยาซากิ ก็นำ Princess Mononoke ก้าวไปสู่ระดับอินเตอร์ จนปี2003 ก็คว้ารางวัลออสการ์ครั้งที่75 สาขาอนิเมชั่นยอดเยี่ยม จากเรื่อง Spirited Away รวมไปถึง Dragonball ของ อากิระ โทริยามะ ก็สร้างความนิยมไปทั่วโลกอีกด้วย

Ribbon no Kishi

อนิเมชั่นไทย
พูดถึงอนิเมชั่นตะวันตกและญี่ปุ่นกันไปแล้ว ขอพูดถึงพัฒนาการของอนิเมชั่นในเมืองไทยด้วยก็แล้วกัน โดยอนิเมชั่นในบ้านเรานั้น ก็เริ่มต้นเมื่อ 60 ปีที่แล้ว ตัวการ์ตูนอนิเมชั่นจะพบได้ในโฆษณาทีวี เช่น หนูหล่อของยาหม่องบริบูรณ์ปาล์ม ของ อ.สรรพสิริ วิริยสิริ ซึ่งเป็นผู้สร้างอนิเมชั่นคนแรกของไทย และยังมีหมีน้อย จากนมตราหมี แม่มดกับสโนว์ไวท์ของแป้งน้ำควินน่าอีกด้วย
อ.เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ก็มีความคิดที่จะสร้างอนิเมชั่นเรื่องแรกในไทย แต่ก็ต้องล้มไปเพราะกฎหมายควบคุมสื่อในสมัยนั้น และ10ปีต่อมา ปี พ.ศ. 2498 อ.ปยุต เงากระจ่าง ก็ทำสำเร็จจนได้จากเรื่อง เหตุมหัศจรรย์ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์ ทุรบุรุษทุย ของ ส.อาสนจินดา หลังจากนั้นก็มีโครงการอนิเมชั่น หนุมาน การ์ตูนต่อต้านคอมมิวนิสต์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาแต่ก็ล้มเหลว เพราะเหมือนจะไปเสียดสี จอมพล สฤษดิ์ ธนรัตน์ ผู้นำในสมัยนั้นซึ่งเกิดปีวอก
ปี พ.ศ. 2522 สุดสาครของ อ.ปยุต เงากระจ่าง ก็เป็นภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องยาวเรื่องแรกของบ้านเรา และก็ประสบความสำเร็จมากพอสมควรในยุคนั้น ปีพ.ศ.2526 ก็มีอนิเมชั่นทางทีวีเรื่องแรกที่เป็นฝีมือคนไทยนั่นก็คือ ผีเสือแสนรัก ต่อจากนั้นก็มี เด็กชายคำแพง หนูน้อยเนรมิต เทพธิดาตะวัน จ่ากับโจ้ เนื่องจากการทำอนิเมชั่นนั้นต้องใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง ก็เลยทำให้อนิเมชั่นในเมืองไทยนั้นต้องปิดตัวลง

ประมาณปี2542 อนิเมชั่นของคนไทยที่ทำท่าว่าจะตายไปแล้ว ก็กลับมาฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง จากความพยายามของบ.บรอสคาสต์ไทย เทเลวิชั่น ก็ได้นำการ์ตูนที่ดัดแปลงจากวรรณคดีฝีมือคนไทย ทั้ง ปลาบู่ทอง สังข์ทอง เงาะป่า และโลกนิทาน และได้รับการตอบรับอย่างดี จนในปีพ.ศ. 2545 น่าจะเรียกว่าเป็นปีทองของอนิเมชั่น3มิติของคนไทยเลย โดยเฉพาะ ปังปอนด์ ดิ อนิเมชั่น และ สุดสาคร ซึ่งทั้ง2เรื่องก็สร้างปรากฏการณ์ในแง่ของการขายคาแร็คเตอร์ใช้ประกอบสินค้า และ เพลงประกอบ จ้ามะจ๊ะ ทิงจา ก็ฮิตติดหูด้วย รวมไปถึง การที่มีบริษัทรับจ้างทำอนิเมชั่นของญี่ปุ่นและอเมริกาหลายๆเรื่องอีกด้วย และเราก็กำลังจะมี ก้านกล้วย อนิเมชั่นของบ.กันตนา ที่กำลังจะเข้าฉายไปทั่วโลก ซึ่งเราก็หวังว่า อนิเมชั่นฝีมือคนไทย คงที่จะมีหลายเรื่อง หลากหลายแนวมากขึ้น ไม่แพ้อนิเมชั่นของฝั่งญี่ปุ่นและตะวันตกเลยทีเดียว
ปังปอนด์ ดิ อนิเมชั่น
อ้างอิงจาก http://en.wikipedia.org
คอลัมน์ Legend of Animation จาก นิตยสาร @nime ฉบับที่1
“การ์ตูนไทยสายพันธุ์ใหม่” ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 11/5/47